Track 23 : บ้านเรา

posted on 27 May 2011 19:53 by insomnialullaby

1.
กุมภาพันธ์ 2554  
อากาศที่เชียงรายหนาวอย่างที่เมืองไทยควรจะเป็น
ผมมาถึงที่นี่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ลมหนาวโชยพัดผ่านเป็นระยะๆ
ในเมื่อไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวมา ให้ร่างกายอบอุ่น
ผู้ชายอ้วนๆก็ได้แต่ยืนกอดตัวเองอยู่กลางแดดอุ่นๆในตอนเช้า

ราวสองปี ที่ผมไม่ได้กลับมาที่นี่
หลายๆสิ่งหลายๆอย่างรอบตัวเปลี่ยนไปจากเดิม
สองปีที่ผ่านมา ที่ได้แต่ไถ่ถามถึงสิ่งต่างๆรอบตัว
แต่ไม่มีโอกาสมาเห็นด้วยตัวเองซักครั้ง
ตากับยายแก่ลงกว่าเดิม แต่ยังดูแข็งแรงกว่าคนรุ่นๆเดียวกัน
พื้นที่ที่เคยเป็นแปลงผักสวนครัว กลับกลายเป็นที่ดินว่างเปล่า
ต้นไม้หลายต้นที่เคยมีหายไป แต่กลับมีต้นไม้เล็กๆหลายต้นเข้ามาทดแทน
มีแมวเพิ่มมาสองสามตัว หมาตัวนึงที่ผมจำชื่อไม่ได้หายจากไปแล้ว
หลายคนจอดรถคุยกับยายอยู่หน้าบ้าน ก่อนไปตลาดเช้า
พลางชี้ถามมาที่ผมว่านั่นหลานชายหรือนั่น
ใครจะไปคิดว่าเด็กที่ผอมๆ ตัวเล็กๆจะเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้
ผมได้แต่ยกมือไหว้ และยิ้มให้อย่างไม่รู้จะตอบว่าอะไร
อย่างน้อยอัธยาศัยของคนที่นี่ก็ยังเหมือนเดิม
... ยังเป็นที่ที่น่าอยู่เสมอ

 

เข็มสั้นของนาฬิกาชี้ที่เลขเก้า แสงอาทิตย์ร้อนแรงขึ้น
ผมเดินถือจอบพร้อมต้นไม้เดินไปรอบๆบ้านอยู่หลายรอบ
ก่อนตัดสินใจที่จะกลับมาถามความเห็นจากตา
ว่าจะปลูกต้นไม้ที่อุตส่าห์หอบหิ้วมา เอาไว้ตรงไหนดี
“จันทร์กระพ้อ” ต้นเล็กๆที่หอบหิ้วมาไกลหลายร้อยกิโลเมตร
รอคอยการฝังรากลงดินอย่างถาวร แถมยังแตกยอดรับแสงแดดยามเช้าที่นี่
ทั้งๆที่เมื่อวานยังสังเกตว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป
จากตอนที่ซื้อมาจากสวนจตุจักรเมื่อสัปดาห์ก่อนซักนิด
อาจเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับที่นี่ก็ได้..

ผมเริ่มต้นขุดหลุมใกล้ๆกับกอดอกเข็มสีชมพู
โดยมีตาเป็นคนคอยกำกับอยู่ข้างๆ
เหนื่อยใช่เล่น สำหรับหลุมสำหรับปลูกต้นไม้ต้นเล็กๆต้นนึง
ยังเหลือต้นไม้อีกหลายต้นที่รอคอยการพักพิงอย่างถาวร
เหนื่อย แต่เต็มใจที่จะทำอย่างนี้ให้เสร็จ

2.
ผมเลือกจำปี มาปลูกอีกต้นเพราะเป็นไม้หอมที่ชอบมาตั้งแต่เด็ก
หอมกลิ่นกำจาย แถมชื่อยังความหมายดีอีกต่างหาก
“จำปี” คงเป็นอีกปีที่จะต้องจดจำอะไรหลายๆอย่างเอาไว้
หลายๆเรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา
ลมหนาวพัดมาเป็นช่วงๆ เย็นสบาย
ไม่ถึงกับต้องเอาผ้าหนาๆมาใส่ให้รุ่มร่ามนัก
“ต้นกาสะลอง” ที่เคยปลูกเอาไว้เมื่อปีกลาย
สูงขึ้นกว่าเดิมมาก แต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะออกดอกสักที
ทำให้คิดถึงใครซักคนที่เคยอยากให้มาอยู่ด้วยกันที่นี่
...แต่มันคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

3.
ตกเย็น ตาพาผมปั่นจักรยานไปยังที่นา ที่เพิ่งซื้อเพิ่มเมื่อปลายปี
ทำให้เนื้อที่เดิมที่มีอยู่ ดูกว้างขวางออกไปอีก
ครอบครัวของผมมีที่นาสองแปลง แต่ไม่ได้ทำเอง
ให้คนอื่นเขาเช่า ให้ข้าวมาเป็นส่วนแบ่งตอนเก็บเกี่ยว
ที่นี่ ผมเห็นต้นสัก เกือบแปดสิบต้นเรียงรายอยู่ตามคันดินรอบที่นา
มีทั้งมะนาว กฤษณา กล้วย ตะโก มะกอก มะม่วง ลำไย
และอีกหลายต้นที่ผมไม่สามารถจดจำได้ทั้งหมด
รู้เพียงแต่ว่า ครั้งสุดท้ายที่มา ที่นี่ไม่ได้มีต้นไม้มากมายขนาดนี้
ผมมองตามมือของตาที่ชี้ไปตรงโน้นตรงนี้พร้อม อธิบายถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น
มือของตาเป็นมือของคนที่ผ่านโลกมามาก หนา และหยาบกร้าน
และยังแข็งแรงมาก เมื่อเทียบกับคนหนุ่มอย่างเราๆ
สองมือของตาเป็นสองมือที่ใช้สอนลูกและหลาน
สอนจากสิ่งต่างๆที่ทำที่ใช้อยู่ทุกวัน โดยไม่ต้องอาศัยตำราวิชาการใดๆ
สอนให้พวกเราใช้ชีวิตอยู่ได้ แถมยังรู้จักเผื่อแผ่ไปให้คนรอบข้างอีกด้วย

ผมเริ่มขุดหลุมอีกสองสามหลุมเพื่อปลูกมะม่วงที่เพิ่งซื้อมาเพิ่ม
จริงๆตาเองก็ยังมีแรงขุดอยู่
แต่มันคงไม่เข้าท่านัก หากผมจะเป็นแค่คนที่ยืนมองดูเฉยๆ

 “คิดยังไง ถึงเอาต้นไม้มาปลูกเพิ่มเยอะแยะขนาดนี้” อยู่ๆตาก็ถามขึ้น

“ก็ปลูกเอาไว้ เผื่อวันไหนจะกลับมาอยู่ไง”

“จะอยู่ได้หรือ กับไร่กับนา”

“ไม่รู้เหมือนกัน ยังไงก็ต้องได้ อยู่มาได้ตั้งนาน จะกลับมาอยู่อีกทำไมจะไม่ได้”

“อืม...ก็ลองคิดดูดีๆละกัน ที่นี่ไม่เหมือนกรุงเทพนะ” 

ผมได้แต่เงียบ

“ตากับยายเหงาบ้างไหม ตอนที่พวกผมไม่อยู่กัน”
ผมถามในขณะที่กำลังออกแรงเงื้อจอบ
ก่อนจะขุดลงบนผืนดินเป็นหลุมสำหรับปลูกมะม่วงแก้ว
เหงื่อหยดลงบนพื้นดินไม่ขาดสาย แต่กลับมีความสุขล้นพ้น

“อืม...ก็มีบ้างแหละ แต่ที่นี่มันบ้านเรา ที่ไหนมันก็ไม่เหมือนที่นี่
อย่างตอนไปอยู่กรุงเทพสองอาทิตย์ อยากกลับตั้งแต่สองวันแรก”
ตาพูดพลางหัวเราะลั่น

ผมได้แต่ยิ้มๆ นึกถึงตอนที่สองตายาย
ผลัดกันไปอยู่กรุงเทพฯ คนละสองอาทิตย์
ไม่ทันพ้นอาทิตย์แรกก็บ่นอยากกลับเหมือนกันทั้งคู่
เราเป็นคนของที่ไหน เราก็สมควรจะอยู่ที่นั่นสินะ
ผมปลูกมะม่วงต่อไปอีกห้าหกต้น โดยมีตาเป็นคนช่วยขุดในหลุมท้ายๆ
เหนื่อยแทบขาดใจ จนต้องล้มตัวลงนอนลงไปกับพื้นนา
ผืนฟ้าตรงหน้า เป็นสีฟ้าอย่างที่ไม่เคยเห็นมานาน
ลมพัดเอากลิ่นฟางข้าวลอยมาแต่ไกล
หลับตาลงซักพักอย่างเป็นสุข
จนได้ยินเสียงเรียกของตา ว่าค่ำแล้ว ได้เวลากลับบ้าน
ลุกขึ้นปัดเศษดินตามตัว ก่อนปั่นจักรยานตามท้ายตา
บ้านเรือนสองข้างทางเปลี่ยนไป
แต่รอยยิ้มสองข้างทางไม่เคยเปลี่ยนแปลง

4.
มันคงเป็นแค่การเริ่มต้นอย่างหนึ่งเท่านั้น
เริ่มจากไม้ทีละต้น เสาทีละเสา
ที่ดินว่างเปล่าเริ่มมีต้นไม้ มีสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้น
แต่สิ่งหนึ่งที่มีอยู่เสมอคือความใจดี ความเอื้อเฟื้อของคนในบ้าน
ที่มีต่อคนในครอบครัวและผู้คนรายรอบ
เหนื่อยล้าแค่ไหนก็หาย เมื่อได้กลับมาพักพิงที่บ้าน

“...ถึงจะเหนื่อยล้า กลับมาได้พักพิง กลับมาแอบอิงพักใจให้เต็มอิ่ม
มองฟ้ามีเมฆฝนไร้คนจะพึ่งพิง กลับมาแอบอิงกลับมาบ้านเรา
กลับมาพักเหนื่อย มาหากำลังใจกลับมาสร้างวันใหม่ที่ดี
ที่มีรอยยิ้มจากใจคือความอบอุ่นใจและหวังดีที่บ้านเรา

ถึงจะหมดหวังพลังหมดสิ้นไปและยังอีกไกลแต่ใจยังสู้
ความรู้และเหตุผลไร้คนจะคิดดูเหนื่อยก็หยุดดูอยู่ที่บ้านเรา
เหนื่อยก็พักก่อนเดือดร้อนเรื่องใดๆเหนื่อยก็เริ่มวันใหม่ให้ดี
ไม่มีรอยยิ้มจากใครไม่มีที่ใครจะหวังดีที่บ้านเรา

เหนื่อยก็พักก่อนเดือดร้อนเรื่องใดๆเหนื่อยก็เริ่มวันใหม่ให้ดี
ไม่มีรอยยิ้มจากใครไม่มีที่ใครจะหวังดีเท่าบ้านเรา...”

เพลง “บ้านเรา” ดังขึ้นเบาในใจ และบรรเลงไปอย่างต่อเนื่อง
เหมือนอย่างกับเพลงที่ไม่มีที่สิ้นสุด...